ด้วยความมุ่งมั่นของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า จากนักฟุตบอลภูธร สู่ นักกีฬาทีมชาติไทย

กิตติศักดิ์ ระวังป่า เป็นอดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย มีชื่อเล่นว่า “บอย” เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2518 ภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กิตติศักดิ์ ระวังป่า มีพี่น้องจำนวน 4 คน ตัวเขาเป็นคนสุดท้อง เริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่ที่เขาอายุได้เพียง 7 ขวบ ตอนช่วงวัยเด็ก กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้ดูถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลจึงทำให้รู้สึกชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เวลานั้น และได้มีนักกีฬาฟุตบอลต้นแบบที่ชื่นชอบคือ ชัยยง ขำเปี่ยม อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ตำแหน่งผู้รักษาประตู กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้เริ่มเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม ในจังหวัดระยอง ในช่วงนั้น กิตติศักดิ์ ระวังป่า ยังไม่มีครูผู้ฝึกสอน จะอาศัยเวลาช่วงพักกลางวันจะไปเล่นกีฬาฟุตบอลกับเพื่อน และตนเองจะเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู ช่วงหลังเลิกเรียนจะไปเล่นกีฬาฟุตบอลกับรุ่นพี่ กิตติศักดิ์ ระวังป่า เล่นกีฬาฟุตบอลอย่างนี้จนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 เขาได้ศึกษาอยู่ที่ที่โรงเรียนบ้านค่าย จึงสามารถได้แสดงศักยภาพจนได้ร่วมทีมแข่งขันกีฬาฟุตบอลหมู่บ้าน จากนั้นในชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้ย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพมหานคร จนสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลาย และในช่วงนั้นด้วยใจที่รักในกีฬาฟุตบอลของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า จึงได้เข้าร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรสินธนา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลบิ๊กแบง จุฬาฯ ยูไนเต็ด หรือเรียกอีกชื่อว่า สโมสรฟุตบอลบีบีซียู จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักกีฬาฟุตบอลอย่างจริงจัง จากนักฟุตบอลภูธรเมื่อได้มาร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรสินธนาจึงทำให้ กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้มีความรู้ในเรื่องของท่วงท่าในการเล่นฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่างถูกต้อง กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้ฝึกซ้อมอยู่กับสโมสรสินธนา เป็นระยะเวลา 2 ปี จึงได้เริ่มเล่นในทีมเยาวชนของสโมสรสินธนา ร่วมแข่งขันในรายการต่าง ๆ ไต่เต้าไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น จึงได้ร่วมแข่งขันกีฬาฟุตบอลของกรุงเทพมหานครให้กับสถาบันต้นสังกัด กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้รับโอกาสให้ลงสนามได้เป็นตัวจริง ทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก และในขณะที่ได้อยู่กับสโมสรสินธนา กิตติศักดิ์ ระวังป่า ก็ได้ร่วมทีมสามารถคว้าแชมป์ต่าง ๆ มากมายมาให้สโมสรต้นสังกัดได้สำเร็จ กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้มีความรู้สึกว่าที่เขามาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เพียงแค่พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ได้เป็นพรแสวงของเขาเองที่ได้เพียรพยายามที่จะเรียนรู้และฝึกซ้อมอย่างหนัก

เส้นทางการก้าวสู่นักกีฬาฟุตบอลทีมขาติไทยของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า เริ่มต้นจากการเล่นในทีมเยาวชน และสโมสร อีกทั้งในช่วงนั้นฟอร์มการเล่นของเขาถือว่าดีมาก ๆ จึงได้ถูกเรียกตัวให้ติดทีมชาติไทย เพื่อร่วมแข่งขันในกีฬาซีเกมส์ ที่เมืองจากาตา ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ กิตติศักดิ์ ระวังป่า รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมทีมกับนักกีฬาฟุตบอลต้นแบบอย่าง ชัยยง ขำเปี่ยม และได้ก้าวมาเป็นนักกีฬาฟุตบอลแถวหน้าของเมืองไทยในขณะนั้น แมตช์ที่ กิตติศักดิ์ ระวังป่า ได้ลงสนามเป็นตัวจริงเป็นแมตช์ที่ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติกัมพูชา ชนะด้วยสกอร์ 4-0 ประตู ทำให้ ทีมชาติไทย ได้ชิงแชมป์กับเจ้าภาพคือ ทีมชาติอินโดนีเซีย ทีมชาติไทยสามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันรายการดังกล่าวมาได้ จนทำให้ ทีมชาติไทย เกือบจะออกจากสนามแข่งขันไม่ได้จนเป็นข่าวดังมาก ๆ ในช่วงเวลานั้น หลังจากนั้น กิตติศักดิ์ ระวังป่า ก็ได้ร่วมทีมชาติไทยสามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันรายการไทเกอร์คัพมาได้หลายสมัย และอีกหนึ่งรายการแข่งขันที่เขารู้สึกประทับใจคือ การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ทีมชาติไทยสามารถคว้าอันดับที่ 4 มาได้สำเร็จแบบที่เรียกได้ว่าตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า ทำให้เขาโดนดึงตัวไปอยู่กับสโมสร การท่าเรือ เป็นระยะเวลา 1 ปี จากนั้นก็ได้ไปเล่นสโมสรในลีก ดิวิชั่น 1 ของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ได้กลับมาเล่นสโมสรที่ประเทศไทย

  • ปี 2549 – ปี 2550   สังกัดสโมสรฟุตบอลพนักงานยาสูบ
  • ปี 2551                    สังกัดสโมสรศุลกากร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลคัสตอม ลาดกระบัง ยูไนเต็ด
  • ปี 2551 – ปี 2552    สังกัดสโมสรฟุตบอลโอสถสภา เอ็ม-150 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ
  • ปี 2553 – ปี 2555   สังกัดสโมสรบางกอกกล๊าส ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด
  • ปี 2555 – ปี 2556   สังกัดสโมสรรังสิต เอฟซี

หลังจากที่เลิกเล่นสโมสรและทีมชาติไทย กิตติศักดิ์ ระวังป่า ก็ได้ผันตัวเองมาเป็นโค้ชถ่ายทอดความรู้ให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ทั้งในสโมสรและทีมชาติไทย ซึ่งความรู้ความสามารถของ กิตติศักดิ์ ระวังป่า สามารถปั้นนักกีฬารุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้แก่วงการลูกหนังของไทยได้อย่างแน่นอน